เชื้อไวรัสอีโบลาคืออะไร? ทำไมหลายประเทศเริ่มเฝ้าระวัง
ทำความรู้จัก “อีโบลา” โรคติดเชื้อรุนแรงที่ทั่วโลกยังเฝ้าระวัง
ในช่วงที่ผ่านมา หลายประเทศกลับมาเพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง “โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา” หลังมีรายงานการระบาดในบางพื้นที่ของทวีปแอฟริกา รวมถึงการติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดอย่างเข้มงวด เนื่องจากโรคนี้เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่มีความรุนแรงสูง และสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายถึงชีวิตได้ แม้ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบการระบาดภายในประเทศ แต่โรคอีโบลายังคงเป็นโรคที่ทั่วโลกจับตาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคที่การเดินทางระหว่างประเทศสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
อีโบลา คืออะไร?
อีโบลา (Ebola Virus Disease หรือ EVD) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสรุนแรงที่เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Filoviridae ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่มักทำให้เกิดอาการรุนแรงในมนุษย์ คือ Zaire ebola virus เชื่อกันว่าแหล่งรังโรคตามธรรมชาติของเชื้อชนิดนี้ คือ “ค้างคาวกินผลไม้” และเชื้อสามารถแพร่ไปยังสัตว์ป่าบางชนิด ก่อนติดต่อมาสู่มนุษย์ได้
อีโบลาติดต่อได้อย่างไร?
โรคอีโบลาไม่ได้แพร่กระจายผ่านอากาศเหมือนไข้หวัดหรือโควิด-19 แต่จะติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น
- เลือด
- น้ำลาย
- เหงื่อ
- อาเจียน
- ปัสสาวะ
- อุจจาระ
รวมถึงการสัมผัสเสื้อผ้า เครื่องใช้ หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ
นอกจากนี้ การสัมผัสร่างผู้เสียชีวิตจากโรคอีโบลาโดยตรง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดในชุมชน
อาการของโรคอีโบลา
หลังได้รับเชื้อ ผู้ป่วยอาจใช้เวลาฟักตัวประมาณ 2–21 วัน โดยช่วงแรกมักมีอาการคล้ายไข้ทั่วไป ทำให้หลายคนอาจไม่ทันสังเกต
อาการระยะแรก ได้แก่
- ไข้สูงเฉียบพลัน
- อ่อนเพลียมาก
- ปวดศีรษะ
- ปวดกล้ามเนื้อ
- เจ็บคอ
เมื่ออาการรุนแรงขึ้น อาจพบ
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ท้องเสีย
- ผื่นตามร่างกาย
- การทำงานของตับและไตผิดปกติ
ในบางรายอาจเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติ ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ซึ่งเป็นภาวะอันตรายที่อาจนำไปสู่อวัยวะล้มเหลวได้
โรคอีโบลารักษาได้หรือไม่?
ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่สามารถรักษาอีโบลาให้หายขาดได้โดยตรง การรักษาส่วนใหญ่จึงเป็นการดูแลตามอาการ เช่น
- การให้สารน้ำและเกลือแร่
- การให้ออกซิเจน
- การควบคุมความดันโลหิต
- การดูแลภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วและใกล้ชิด ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น ปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีนป้องกันอีโบลาบางชนิด เพื่อนำมาใช้ควบคุมการระบาดในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
วิธีป้องกันโรคอีโบลา
แม้ประเทศไทยยังไม่มีการระบาด แต่การรู้วิธีป้องกันก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางไปยังประเทศที่มีความเสี่ยง
วิธีลดความเสี่ยงเบื้องต้น ได้แก่
- หลีกเลี่ยงเดินทางไปพื้นที่ที่มีการระบาด
- ไม่สัมผัสสัตว์ป่าหรือสัตว์ป่วย
- หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก
- ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย
แม้อีโบลาจะเป็นโรคที่พบการระบาดหลักในต่างประเทศ แต่การติดตามข่าวสารและดูแลสุขอนามัยอยู่เสมอ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยให้กับตนเองและคนรอบข้าง