รู้จักไวรัสฮันตา โรคจากหนูที่ควรระวัง
รู้จัก “ไวรัสฮันตา” (Hantavirus) โรคจากหนูที่กำลังถูกจับตาในปี 2569
ในช่วงปี 2569 “ไวรัสฮันตา” (Hantavirus) กลายเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่ถูกพูดถึงอย่างมากทั่วโลก หลังองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานการพบผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากการระบาดบนเรือสำราญ MV Hondius จนหลายประเทศต้องเร่งเฝ้าระวังและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดอย่างใกล้ชิด แม้ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบการระบาดภายในประเทศ แต่หน่วยงานสาธารณสุขได้เพิ่มมาตรการคัดกรองและเฝ้าระวังบริเวณด่านเข้าออกประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากโรคดังกล่าว กระแสความสนใจของโรคนี้เกิดจากความรุนแรงของอาการ ซึ่งในบางรายอาจทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบ น้ำท่วมปอด หรือไตวายเฉียบพลันจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อีกทั้งไวรัสบางสายพันธุ์ เช่น Andes virus ยังสามารถติดต่อระหว่างคนสู่คนได้ในบางกรณี แม้จะพบได้น้อยก็ตาม
ไวรัสฮันตา (Hantavirus) คืออะไร?
ไวรัสฮันตา เป็นโรคติดเชื้อจากไวรัสกลุ่ม RNA ในตระกูล Hantaviridae โดยมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู เป็นแหล่งรังโรคสำคัญ เชื้อสามารถแพร่สู่คนและก่อให้เกิดอาการรุนแรงได้
โรคนี้พบได้ในหลายประเทศทั่วโลก โดยชนิดของไวรัสอาจแตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น
- Andes virus พบมากในอเมริกาใต้
- Seoul virus พบในหลายประเทศรวมถึงแถบเอเชีย
- Hantaan virus พบในเอเชียตะวันออก
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะสำหรับไวรัสฮันตา การรักษาจึงเน้นการประคับประคองอาการและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด
ไวรัสฮันตาติดต่อได้อย่างไร?
การติดเชื้อส่วนใหญ่มักเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนูที่มีเชื้อ เช่น
- สูดดมฝุ่นที่ปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายหนู
- สัมผัสสารคัดหลั่งจากหนูแล้วเผลอจับตา จมูก หรือปาก
- รับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ
- ถูกหนูกัด (พบได้น้อย)
สถานที่เสี่ยงมักเป็นบริเวณที่มีหนูอาศัยอยู่ เช่น โกดังเก็บของ โรงงาน ห้องเก็บของ บ้านร้าง ฟาร์ม หรือพื้นที่อับชื้นที่ไม่ได้ทำความสะอาดเป็นเวลานาน
อาการของไวรัสฮันตา
หลังได้รับเชื้อ อาจมีระยะฟักตัวประมาณ 1–8 สัปดาห์ ก่อนเริ่มแสดงอาการ
อาการระยะแรก
- ไข้สูงเฉียบพลัน
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- อ่อนเพลีย
- ปวดศีรษะ
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ปวดท้อง หรือท้องเสีย
อาการช่วงแรกอาจคล้ายไข้หวัดใหญ่ ทำให้หลายคนไม่ทันสังเกต
อาการรุนแรง
หากเชื้อลุกลาม อาจเกิดภาวะอันตราย เช่น
- ไอและหายใจลำบาก
- น้ำท่วมปอด
- ปอดอักเสบรุนแรง
- ความดันต่ำ ช็อก
- ไตวายเฉียบพลัน
- เลือดออกผิดปกติในบางราย
ผู้ป่วยบางประเภทอาจมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยเฉพาะหากเข้ารับการรักษาช้า
ไวรัสฮันตาอันตรายแค่ไหน?
สิ่งที่ทำให้ไวรัสฮันตาถูกจับตามอง คือความรุนแรงของโรค แม้จำนวนผู้ติดเชื้อจะไม่มากเท่าโรคระบาดอื่น แต่ผู้ป่วยที่มีอาการหนักอาจทรุดลงอย่างรวดเร็ว องค์การอนามัยโลกระบุว่า การระบาดล่าสุดบนเรือสำราญมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม WHO ยืนยันว่า ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ และยังไม่มีหลักฐานว่าโรคนี้จะแพร่ระบาดในวงกว้างแบบ COVID-19
วิธีป้องกันไวรัสฮันตา
แม้จะยังไม่มีวัคซีนเฉพาะ แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการป้องกันการสัมผัสเชื้อ
วิธีดูแลตนเอง
- เก็บอาหารในภาชนะปิดสนิท
- ดูแลบ้านและพื้นที่เก็บของให้สะอาด
- กำจัดแหล่งอาศัยของหนู
- ทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
- หลีกเลี่ยงการกวาดมูลหนูแห้ง เพราะอาจทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย
- สวมหน้ากากและถุงมือเมื่อต้องทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยง
สำหรับโรงงานหรือสถานประกอบการ
- ควรมีระบบควบคุมสัตว์พาหะ
- ตรวจสอบพื้นที่เก็บสินค้าอย่างสม่ำเสมอ
- ทำความสะอาดพื้นที่อับชื้นเป็นประจำ
- ให้ความรู้พนักงานเกี่ยวกับโรคติดต่อจากสัตว์ฟันแทะ
เมื่อไหร่ควรรีบพบแพทย์?
หากมีประวัติสัมผัสหนู หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง และเริ่มมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที
- ไข้สูงไม่ทราบสาเหตุ
- หายใจเหนื่อย หอบ
- ปวดเมื่อยรุนแรงผิดปกติ
- อ่อนเพลียมาก
- ปัสสาวะน้อยลง
- เจ็บหน้าอก หรือแน่นหน้าอก
การเข้ารับการรักษาเร็ว จะช่วยลดความรุนแรงและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น
แม้ “ไวรัสฮันตา” จะยังไม่ใช่โรคที่ระบาดในวงกว้างในประเทศไทย แต่จากสถานการณ์ทั่วโลกในปี 2569 ทำให้หลายประเทศเริ่มจับตามองโรคนี้มากขึ้น เพราะเป็นโรคติดเชื้อที่มีความรุนแรงและเกี่ยวข้องกับสัตว์ฟันแทะซึ่งอยู่ใกล้ตัวเรา
การดูแลความสะอาดภายในบ้าน โรงงาน และสถานที่ทำงาน รวมถึงหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู ถือเป็นวิธีสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากมีอาการผิดปกติหลังสัมผัสพื้นที่เสี่ยง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโดยเร็วที่สุด