Bangpakok Hospital

รู้จักไวรัสฮันตา โรคจากหนูที่ควรระวัง

12 พ.ค. 2569

รู้จัก “ไวรัสฮันตา” (Hantavirus) โรคจากหนูที่กำลังถูกจับตาในปี 2569

ในช่วงปี 2569 “ไวรัสฮันตา” (Hantavirus) กลายเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่ถูกพูดถึงอย่างมากทั่วโลก หลังองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานการพบผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากการระบาดบนเรือสำราญ MV Hondius จนหลายประเทศต้องเร่งเฝ้าระวังและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดอย่างใกล้ชิด แม้ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบการระบาดภายในประเทศ แต่หน่วยงานสาธารณสุขได้เพิ่มมาตรการคัดกรองและเฝ้าระวังบริเวณด่านเข้าออกประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากโรคดังกล่าว กระแสความสนใจของโรคนี้เกิดจากความรุนแรงของอาการ ซึ่งในบางรายอาจทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบ น้ำท่วมปอด หรือไตวายเฉียบพลันจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อีกทั้งไวรัสบางสายพันธุ์ เช่น Andes virus ยังสามารถติดต่อระหว่างคนสู่คนได้ในบางกรณี แม้จะพบได้น้อยก็ตาม

ไวรัสฮันตา (Hantavirus) คืออะไร?

ไวรัสฮันตา เป็นโรคติดเชื้อจากไวรัสกลุ่ม RNA ในตระกูล Hantaviridae โดยมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู เป็นแหล่งรังโรคสำคัญ เชื้อสามารถแพร่สู่คนและก่อให้เกิดอาการรุนแรงได้

โรคนี้พบได้ในหลายประเทศทั่วโลก โดยชนิดของไวรัสอาจแตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น

  • Andes virus พบมากในอเมริกาใต้
  • Seoul virus พบในหลายประเทศรวมถึงแถบเอเชีย
  • Hantaan virus พบในเอเชียตะวันออก

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะสำหรับไวรัสฮันตา การรักษาจึงเน้นการประคับประคองอาการและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด

 

ไวรัสฮันตาติดต่อได้อย่างไร?

การติดเชื้อส่วนใหญ่มักเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนูที่มีเชื้อ เช่น

  • สูดดมฝุ่นที่ปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายหนู
  • สัมผัสสารคัดหลั่งจากหนูแล้วเผลอจับตา จมูก หรือปาก
  • รับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ
  • ถูกหนูกัด (พบได้น้อย)

สถานที่เสี่ยงมักเป็นบริเวณที่มีหนูอาศัยอยู่ เช่น โกดังเก็บของ โรงงาน ห้องเก็บของ บ้านร้าง ฟาร์ม หรือพื้นที่อับชื้นที่ไม่ได้ทำความสะอาดเป็นเวลานาน

 

อาการของไวรัสฮันตา

หลังได้รับเชื้อ อาจมีระยะฟักตัวประมาณ 1–8 สัปดาห์ ก่อนเริ่มแสดงอาการ

อาการระยะแรก

  • ไข้สูงเฉียบพลัน
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • อ่อนเพลีย
  • ปวดศีรษะ
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดท้อง หรือท้องเสีย

อาการช่วงแรกอาจคล้ายไข้หวัดใหญ่ ทำให้หลายคนไม่ทันสังเกต

 

อาการรุนแรง

หากเชื้อลุกลาม อาจเกิดภาวะอันตราย เช่น

  • ไอและหายใจลำบาก
  • น้ำท่วมปอด
  • ปอดอักเสบรุนแรง
  • ความดันต่ำ ช็อก
  • ไตวายเฉียบพลัน
  • เลือดออกผิดปกติในบางราย

ผู้ป่วยบางประเภทอาจมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยเฉพาะหากเข้ารับการรักษาช้า

 

ไวรัสฮันตาอันตรายแค่ไหน?

สิ่งที่ทำให้ไวรัสฮันตาถูกจับตามอง คือความรุนแรงของโรค แม้จำนวนผู้ติดเชื้อจะไม่มากเท่าโรคระบาดอื่น แต่ผู้ป่วยที่มีอาการหนักอาจทรุดลงอย่างรวดเร็ว องค์การอนามัยโลกระบุว่า การระบาดล่าสุดบนเรือสำราญมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม WHO ยืนยันว่า ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ และยังไม่มีหลักฐานว่าโรคนี้จะแพร่ระบาดในวงกว้างแบบ COVID-19

 

วิธีป้องกันไวรัสฮันตา

แม้จะยังไม่มีวัคซีนเฉพาะ แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการป้องกันการสัมผัสเชื้อ

วิธีดูแลตนเอง

  • เก็บอาหารในภาชนะปิดสนิท
  • ดูแลบ้านและพื้นที่เก็บของให้สะอาด
  • กำจัดแหล่งอาศัยของหนู
  • ทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงการกวาดมูลหนูแห้ง เพราะอาจทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย
  • สวมหน้ากากและถุงมือเมื่อต้องทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยง
 

สำหรับโรงงานหรือสถานประกอบการ

  • ควรมีระบบควบคุมสัตว์พาหะ
  • ตรวจสอบพื้นที่เก็บสินค้าอย่างสม่ำเสมอ
  • ทำความสะอาดพื้นที่อับชื้นเป็นประจำ
  • ให้ความรู้พนักงานเกี่ยวกับโรคติดต่อจากสัตว์ฟันแทะ

เมื่อไหร่ควรรีบพบแพทย์?

หากมีประวัติสัมผัสหนู หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง และเริ่มมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที

  • ไข้สูงไม่ทราบสาเหตุ
  • หายใจเหนื่อย หอบ
  • ปวดเมื่อยรุนแรงผิดปกติ
  • อ่อนเพลียมาก
  • ปัสสาวะน้อยลง
  • เจ็บหน้าอก หรือแน่นหน้าอก

การเข้ารับการรักษาเร็ว จะช่วยลดความรุนแรงและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น

 

แม้ “ไวรัสฮันตา” จะยังไม่ใช่โรคที่ระบาดในวงกว้างในประเทศไทย แต่จากสถานการณ์ทั่วโลกในปี 2569 ทำให้หลายประเทศเริ่มจับตามองโรคนี้มากขึ้น เพราะเป็นโรคติดเชื้อที่มีความรุนแรงและเกี่ยวข้องกับสัตว์ฟันแทะซึ่งอยู่ใกล้ตัวเรา

การดูแลความสะอาดภายในบ้าน โรงงาน และสถานที่ทำงาน รวมถึงหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู ถือเป็นวิธีสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากมีอาการผิดปกติหลังสัมผัสพื้นที่เสี่ยง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโดยเร็วที่สุด




Go to top
Copyright © 2019 Bangpakok Hospital All rights reserved.