เนื้องอกมดลูกเรื่อง เรื่องใกล้ตัวที่ผู้หญิงหลายคนไม่รู้
เนื้องอกมดลูก เรื่องใกล้ตัวที่ผู้หญิงหลายคนไม่รู้
ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพภายนอก เช่น การออกกำลังกาย การดูแลผิวพรรณ หรือการควบคุมน้ำหนัก แต่กลับละเลยการดูแล สุขภาพภายในของผู้หญิง โดยเฉพาะระบบสืบพันธุ์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ควรได้รับการตรวจเช็กอย่างสม่ำเสมอ หลายครั้งที่อาการผิดปกติเล็กๆ เช่น ประจำเดือนมามากผิดปกติ ปวดท้องน้อยบ่อย มีเลือดออกกะปริบกะปรอย หรือท้องน้อยโตขึ้น อาจถูกมองข้ามว่าเป็นเรื่องธรรมดาของร่างกาย ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจเป็นสัญญาณเตือนของ “เนื้องอกมดลูก” ได้
เนื้องอกมดลูกเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะช่วงอายุประมาณ 30–50 ปี แม้ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ตรวจวินิจฉัยหรือรักษา อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต การมีบุตร หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ สิ่งสำคัญคือ ผู้หญิงควรใส่ใจความผิดปกติของร่างกาย และเข้ารับ การตรวจภายในหรืออัลตราซาวด์มดลูก เมื่อมีอาการผิดปกติ เพื่อให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หนึ่งในเรื่องที่ผู้หญิงหลายคนยังไม่รู้คือ เนื้องอกมดลูกมีหลายตำแหน่ง และแต่ละตำแหน่งอาจทำให้เกิดอาการที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดหลักๆ ดังนี้
1. เนื้องอกในโพรงมดลูก (Submucosal Myoma)
เนื้องอกชนิดนี้เกิดขึ้น บริเวณเยื่อบุด้านในของโพรงมดลูก และยื่นเข้าไปในโพรงมดลูก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีผลต่อการมีประจำเดือนและการตั้งครรภ์ค่อนข้างมาก
แม้เนื้องอกชนิดนี้อาจมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่เนื่องจากอยู่ภายในโพรงมดลูก จึงมักทำให้เกิดอาการชัดเจน เช่น
อาการที่พบบ่อย
- ประจำเดือนมามากผิดปกติ
- ประจำเดือนมานานกว่าปกติ
- มีเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน
- ปวดท้องน้อยขณะมีประจำเดือนมากกว่าปกติ
- ภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือดมาก
- มีปัญหาเรื่องภาวะมีบุตรยาก
เนื่องจากเนื้องอกชนิดนี้อยู่ภายในโพรงมดลูก จึงอาจรบกวนการฝังตัวของตัวอ่อน ทำให้ ตั้งครรภ์ยากหรือแท้งง่าย ในบางรายแพทย์อาจแนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัดส่องกล้องเข้าไปในโพรงมดลูกเพื่อนำเนื้องอกออก
2. เนื้องอกที่ผิวนอกของผนังมดลูก (Subserosal Myoma)
เนื้องอกชนิดนี้เกิดขึ้น บริเวณผิวด้านนอกของมดลูก และยื่นออกไปด้านนอกของอวัยวะมดลูก โดยทั่วไปเนื้องอกชนิดนี้มักไม่ส่งผลต่อการมีประจำเดือนมากนัก แต่หากเนื้องอกมีขนาดใหญ่ อาจไปกดเบียดอวัยวะข้างเคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ หรือลำไส้
อาการที่อาจพบ
- ท้องน้อยโตหรือคลำพบก้อนบริเวณท้องน้อย
- ปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย
- ปัสสาวะบ่อย จากการกดทับกระเพาะปัสสาวะ
- ท้องผูก หากกดทับลำไส้
- รู้สึกแน่นหรืออึดอัดในช่องท้อง
เนื้องอกชนิดนี้บางครั้งอาจโตโดยไม่แสดงอาการชัดเจน ผู้ป่วยจำนวนมากจึงมาพบแพทย์เมื่อก้อนมีขนาดใหญ่แล้ว ดังนั้นการตรวจสุขภาพภายในหรืออัลตราซาวด์จึงมีความสำคัญในการช่วยตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก
3. เนื้องอกในกล้ามเนื้อของมดลูก (Intramural Myoma)
เป็นชนิดที่พบได้ บ่อยที่สุด โดยเนื้องอกจะเกิดอยู่ ภายในชั้นกล้ามเนื้อของผนังมดลูก เมื่อเนื้องอกมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจทำให้ผนังมดลูกหนาขึ้นหรือมดลูกมีขนาดโตขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ ได้
อาการที่พบบ่อย
- ประจำเดือนมามากหรือมานานกว่าปกติ
- ปวดท้องน้อยหรือปวดประจำเดือนมากขึ้น
- รู้สึกแน่นหรือหนักบริเวณท้องน้อย
- ท้องน้อยโตขึ้น
- อาจมีผลต่อการตั้งครรภ์ในบางราย
เนื้องอกชนิดนี้อาจมีขนาดตั้งแต่เล็กมากจนถึงขนาดใหญ่หลายเซนติเมตร หากมีหลายก้อนหรือก้อนมีขนาดใหญ่ อาจทำให้มดลูกขยายใหญ่คล้ายกับคนตั้งครรภ์ได้
ใครมีความเสี่ยงเป็นเนื้องอกมดลูก
แม้สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเนื้องอกมดลูกยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่อาจเพิ่มความเสี่ยง เช่น
- ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ อายุประมาณ 30–50 ปี
- มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเนื้องอกมดลูก
- ฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง
- ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
- ไม่เคยตั้งครรภ์
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
ผู้หญิงควรเข้ารับการตรวจภายในหรือพบแพทย์ หากมีอาการต่อไปนี้
- ประจำเดือนมามากผิดปกติ
- ประจำเดือนมานานเกิน 7 วัน
- มีเลือดออกผิดปกติระหว่างรอบเดือน
- ปวดท้องน้อยเรื้อรัง
- คลำพบก้อนบริเวณท้องน้อย
- ปัสสาวะบ่อยหรือแน่นท้องผิดปกติ
แนวทางการรักษาเนื้องอกมดลูก
- การรักษาด้วยยา เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง เช่น ประจำเดือนมามากหรือปวดประจำเดือน โดยแพทย์จะพิจารณาให้ยาปรับฮอร์โมนหรือยาควบคุมอาการ เพื่อช่วยลดปริมาณเลือดประจำเดือนและบรรเทาอาการปวด อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ไม่สามารถทำให้ก้อนเนื้องอกหายไปหรือมีขนาดเล็กลงได้ จึงเหมาะสำหรับการควบคุมอาการในระยะหนึ่ง
- การรักษาด้วยการผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ที่มีก้อนขนาดใหญ่ มีอาการรุนแรง หรือส่งผลต่อการใช้ชีวิต ปัจจุบันนิยมใช้การผ่าตัดแบบส่องกล้อง ซึ่งเป็นเทคนิคที่มีแผลขนาดเล็ก เจ็บน้อย เสียเลือดน้อย และฟื้นตัวได้รวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถรักษาได้ตรงจุด เช่น การตัดเฉพาะก้อนเนื้องอกออก หรือในบางกรณีอาจต้องพิจารณาผ่าตัดมดลูกตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
ทั้งนี้ การเลือกวิธีรักษาควรอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์ โดยพิจารณาจากขนาดของก้อน อาการ อายุ และความต้องการมีบุตรของผู้ป่วย เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด