Bangpakok Hospital

งูสวัดมาจากอีสุกอีใส จริงหรือไม่?

20 มี.ค. 2569

อีสุกอีใส vs งูสวัด เชื้อเดียวกัน แต่ก่อโรคต่างกัน

หลายคนคุ้นเคยกับโรคอีสุกอีใสและมักเข้าใจว่าเป็นโรคที่เกิดในเด็ก เมื่อเป็นแล้วก็หายและไม่ต้องกังวลอีก หลายครอบครัวจึงอาจมองว่าการฉีดวัคซีนไม่ใช่เรื่องจำเป็นนัก อย่างไรก็ตาม ความจริงที่หลายคนอาจยังไม่ทราบคือ เชื้อที่ทำให้เกิดอีสุกอีใสไม่ได้หายไปจากร่างกายหลังจากที่อาการดีขึ้นแล้ว แต่ยังคงแฝงตัวอยู่ในระบบประสาท และอาจกลับมาก่อโรคได้อีกในอนาคตในรูปแบบของ “งูสวัด”

โรคงูสวัดมักพบในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันลดลง เช่น ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ที่พักผ่อนน้อย เครียดสะสม หรือผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน แม้จะเคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อนหลายสิบปี เชื้อก็ยังสามารถกลับมาทำให้เกิดโรคได้ ดังนั้นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสองโรคนี้ รวมถึงบทบาทของวัคซีน จึงเป็นเรื่องสำคัญในการดูแลสุขภาพระยะยาว


เชื้อก่อโรค

โรคอีสุกอีใสและงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกัน คือ Varicella-Zoster Virus (VZV) ซึ่งอยู่ในตระกูล Herpesvirus เชื้อไวรัสกลุ่มนี้มีลักษณะสำคัญคือ เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วสามารถหลบซ่อนอยู่ในเซลล์ของระบบประสาทได้เป็นเวลานาน โดยที่ผู้ติดเชื้ออาจไม่มีอาการใดๆ ในช่วงที่เชื้ออยู่ในระยะแฝงตัว

 

การเกิดโรค

เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ Varicella-Zoster Virus เป็นครั้งแรก มักแสดงอาการในรูปของ โรคอีสุกอีใส ซึ่งพบได้บ่อยในเด็ก อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ไข้ อ่อนเพลีย และมีผื่นตุ่มน้ำใสขึ้นตามผิวหนังทั่วร่างกาย หลังจากผ่านระยะของโรค ผื่นจะค่อยๆ แห้งและตกสะเก็ด จากนั้นอาการก็จะหายไป อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอาการของโรคจะหายแล้ว แต่เชื้อไวรัสไม่ได้ถูกกำจัดออกจากร่างกายทั้งหมด เชื้อจะเดินทางไปตามเส้นประสาทรับความรู้สึก และไปแฝงตัวอยู่ที่ ปมประสาท (nerve ganglia) ของระบบประสาท โดยอยู่ในภาวะสงบเป็นเวลานานหลายปี หรือบางครั้งอาจนานหลายสิบปีโดยไม่แสดงอาการ


เมื่อเวลาผ่านไป หากร่างกายมี ภูมิคุ้มกันลดลง เช่น

  • อายุเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี
  • ภาวะร่างกายอ่อนแอหรือภูมิคุ้มกันต่ำ
  • โรคประจำตัวบางชนิด
  • ความเครียดหรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ

เชื้อไวรัสที่แฝงตัวอยู่ในปมประสาทอาจถูกกระตุ้นให้กลับมาทำงานอีกครั้ง เมื่อเกิดการเพิ่มจำนวนของเชื้อและเคลื่อนที่ตามเส้นประสาทออกมาที่ผิวหนัง จึงทำให้เกิดโรค งูสวัด ซึ่งมักมีลักษณะเป็นผื่นตุ่มน้ำเรียงตัวตามแนวเส้นประสาท และอาจมีอาการปวดแสบปวดร้อนร่วมด้วย ในบางราย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ อาการปวดจากงูสวัดอาจคงอยู่ได้นานแม้ผื่นจะหายแล้ว ซึ่งเรียกว่า ภาวะปวดเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด (postherpetic neuralgia) และอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้

 

การป้องกัน

การป้องกันโรคอีสุกอีใสและงูสวัดสามารถทำได้ด้วยการฉีดวัคซีน แต่ วัคซีนสำหรับป้องกันทั้งสองโรคเป็นคนละชนิดกัน

  • Varicella vaccine  เป็นวัคซีนที่ใช้สำหรับ ป้องกันโรคอีสุกอีใส โดยช่วยลดโอกาสการติดเชื้อครั้งแรก วัคซีนนี้มักแนะนำให้ฉีดในเด็กตามช่วงอายุที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคและลดการแพร่กระจายของเชื้อ
  • Zoster vaccine เป็นวัคซีนที่ใช้สำหรับ ป้องกันโรคงูสวัด โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สามารถควบคุมเชื้อไวรัสที่แฝงอยู่ในปมประสาทได้ดีขึ้น จึงช่วยลดโอกาสที่เชื้อจะกลับมาก่อโรค รวมถึงช่วยลดความรุนแรงของอาการและภาวะแทรกซ้อนในผู้ที่มีความเสี่ยง

 

การทำความเข้าใจว่าทั้งสองโรคมีความเกี่ยวข้องกัน และการเลือกใช้วัคซีนที่เหมาะสมกับช่วงวัย จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญในการดูแลสุขภาพและลดความเสี่ยงของโรคที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต.




Go to top
Copyright © 2019 Bangpakok Hospital All rights reserved.