Bangpakok Hospital

โรคอีสุกอีใส ช่วงหน้าร้อน อันตรายมากขึ้นจริงหรือไม่?

14 มี.ค. 2569

ในช่วงที่อากาศร้อน หลายครอบครัวอาจพบว่าเด็ก ๆ ป่วยได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะโรคติดเชื้อที่แพร่กระจายได้รวดเร็วในโรงเรียนหรือสถานที่ที่เด็กอยู่รวมกันจำนวนมาก หนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยคือ โรคอีสุกอีใส ซึ่งสามารถระบาดได้ง่ายในกลุ่มเด็ก และหากดูแลไม่เหมาะสมอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ แม้อีสุกอีใสจะเป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็ก แต่ในความเป็นจริง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อนหรือไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกัน และในผู้ใหญ่บางรายอาการอาจรุนแรงกว่าเด็ก ดังนั้นการป้องกันและการฉีดวัคซีนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้


โรคอีสุกอีใสคืออะไร

โรคอีสุกอีใสเกิดจากการติดเชื้อไวรัส Varicella-Zoster Virus (VZV) ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับเชื้อไวรัสเริม โรคนี้สามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่าน

  • การไอหรือจามของผู้ป่วย
  • การสัมผัสน้ำในตุ่มผื่น
  • การสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ

หลังจากได้รับเชื้อแล้ว ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 10–21 วัน ก่อนเริ่มแสดงอาการ

อาการของโรคอีสุกอีใสในเด็ก

อาการมักเริ่มต้นคล้ายไข้ทั่วไป ก่อนจะมีผื่นขึ้นตามร่างกาย ระยะเริ่มต้น (ก่อนมีผื่นประมาณ 1–2 วัน)

เด็กอาจมีอาการ เช่น

  • มีไข้ต่ำๆ
  • ปวดศีรษะ
  • รู้สึกอ่อนเพลีย
  • เด็กเล็กอาจงอแงผิดปกติ
  • มีอาการเจ็บหรือระคายคอ
  • เบื่ออาหาร

หลังจากนั้นจะเริ่มมี ผื่นแดงและตุ่มน้ำใส ขึ้นตามใบหน้า ลำตัว หนังศีรษะ และอาจกระจายทั่วร่างกาย ตุ่มเหล่านี้มักมีอาการคัน และจะค่อย ๆ แห้งตกสะเก็ดภายในประมาณ 7–10 วัน


ทำไมอีสุกอีใสในช่วงหน้าร้อนจึงต้องระวังมากขึ้น

แม้ว่าโรคอีสุกอีใสจะพบได้ตลอดทั้งปี แต่ในช่วงอากาศร้อนอาจทำให้ดูแลอาการได้ยากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง เช่น

  • ตุ่มผื่นติดเชื้อได้ง่าย เหงื่อและความอับชื้นจากอากาศร้อน รวมกับการเกาบริเวณผื่น อาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง ทำให้แผลอักเสบหรือมีหนองได้

  • เสี่ยงภาวะขาดน้ำ เด็กที่มีไข้ร่วมกับอากาศที่ร้อนจัด อาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น หากดื่มน้ำไม่เพียงพออาจเกิดภาวะขาดน้ำได้

  • ตุ่มอีสุกอีใสหายช้ากว่าปกติ ความอับชื้นและเหงื่ออาจทำให้ผิวหนังระคายเคือง ส่งผลให้แผลหายช้าลง และเพิ่มโอกาสเกิดรอยแผลเป็น

  • ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังอย่างรุนแรง


ภาวะเหล่านี้มักพบได้มากขึ้นในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อเป็นครั้งแรก


การป้องกันโรคอีสุกอีใส

1. การรับวัคซีนป้องกันอีสุกอีใส วัคซีนเป็นวิธีป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพสูง และสามารถฉีดได้ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

  • สำหรับเด็ก
- เข็มที่ 1 อายุ 12–15 เดือน
เข็มที่ 2 อายุ 4–6 ปี

  • สำหรับผู้ใหญ่

ผู้ที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส หรือไม่เคยได้รับวัคซีน สามารถรับวัคซีนได้ 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 4–8 สัปดาห์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ

การฉีดวัคซีนช่วยลดโอกาสการเกิดโรค และหากติดเชื้อก็จะช่วยลดความรุนแรงของอาการได้


2. ดูแลสุขอนามัยอย่างสม่ำเสมอ

  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่
  • หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น
  • รักษาความสะอาดของร่างกายและเสื้อผ้า

3. หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด ในช่วงที่มีการระบาดของโรค ควรหลีกเลี่ยงการไปสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง

สัญญาณที่ควรรีบพบแพทย์

หากพบอาการดังต่อไปนี้ควรรีบพาเด็กหรือผู้ป่วยไปพบแพทย์

  • มีไข้สูงต่อเนื่อง
  • หายใจลำบาก
  • ซึมลงหรืออ่อนเพลียมาก
  • ตุ่มผื่นบวมแดง มีหนอง
  • ดื่มน้ำได้น้อยหรือมีอาการขาดน้ำ

อีสุกอีใสแม้จะเป็นโรคที่พบได้บ่อย แต่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนที่อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย การรับวัคซีนป้องกันทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ รวมถึงการดูแลสุขอนามัยอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงของโรค และช่วยให้ทุกคนในครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรงมากยิ่งขึ้น




Go to top
Copyright © 2019 Bangpakok Hospital All rights reserved.