โรคอีสุกอีใส ช่วงหน้าร้อน อันตรายมากขึ้นจริงหรือไม่?
ในช่วงที่อากาศร้อน หลายครอบครัวอาจพบว่าเด็ก ๆ ป่วยได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะโรคติดเชื้อที่แพร่กระจายได้รวดเร็วในโรงเรียนหรือสถานที่ที่เด็กอยู่รวมกันจำนวนมาก หนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยคือ โรคอีสุกอีใส ซึ่งสามารถระบาดได้ง่ายในกลุ่มเด็ก และหากดูแลไม่เหมาะสมอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ แม้อีสุกอีใสจะเป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็ก แต่ในความเป็นจริง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อนหรือไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกัน และในผู้ใหญ่บางรายอาการอาจรุนแรงกว่าเด็ก ดังนั้นการป้องกันและการฉีดวัคซีนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้
โรคอีสุกอีใสคืออะไร
โรคอีสุกอีใสเกิดจากการติดเชื้อไวรัส Varicella-Zoster Virus (VZV) ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับเชื้อไวรัสเริม โรคนี้สามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่าน
- การไอหรือจามของผู้ป่วย
- การสัมผัสน้ำในตุ่มผื่น
- การสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ
หลังจากได้รับเชื้อแล้ว ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 10–21 วัน ก่อนเริ่มแสดงอาการ
อาการของโรคอีสุกอีใสในเด็ก
อาการมักเริ่มต้นคล้ายไข้ทั่วไป ก่อนจะมีผื่นขึ้นตามร่างกาย ระยะเริ่มต้น (ก่อนมีผื่นประมาณ 1–2 วัน)
เด็กอาจมีอาการ เช่น
- มีไข้ต่ำๆ
- ปวดศีรษะ
- รู้สึกอ่อนเพลีย
- เด็กเล็กอาจงอแงผิดปกติ
- มีอาการเจ็บหรือระคายคอ
- เบื่ออาหาร
หลังจากนั้นจะเริ่มมี ผื่นแดงและตุ่มน้ำใส ขึ้นตามใบหน้า ลำตัว หนังศีรษะ และอาจกระจายทั่วร่างกาย ตุ่มเหล่านี้มักมีอาการคัน และจะค่อย ๆ แห้งตกสะเก็ดภายในประมาณ 7–10 วัน
ทำไมอีสุกอีใสในช่วงหน้าร้อนจึงต้องระวังมากขึ้น
แม้ว่าโรคอีสุกอีใสจะพบได้ตลอดทั้งปี แต่ในช่วงอากาศร้อนอาจทำให้ดูแลอาการได้ยากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง เช่น
-
ตุ่มผื่นติดเชื้อได้ง่าย เหงื่อและความอับชื้นจากอากาศร้อน รวมกับการเกาบริเวณผื่น อาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง ทำให้แผลอักเสบหรือมีหนองได้
-
เสี่ยงภาวะขาดน้ำ เด็กที่มีไข้ร่วมกับอากาศที่ร้อนจัด อาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น หากดื่มน้ำไม่เพียงพออาจเกิดภาวะขาดน้ำได้
-
ตุ่มอีสุกอีใสหายช้ากว่าปกติ ความอับชื้นและเหงื่ออาจทำให้ผิวหนังระคายเคือง ส่งผลให้แผลหายช้าลง และเพิ่มโอกาสเกิดรอยแผลเป็น
-
ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังอย่างรุนแรง
ภาวะเหล่านี้มักพบได้มากขึ้นในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อเป็นครั้งแรก
การป้องกันโรคอีสุกอีใส
1. การรับวัคซีนป้องกันอีสุกอีใส วัคซีนเป็นวิธีป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพสูง และสามารถฉีดได้ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่
- สำหรับเด็ก
- เข็มที่ 2 อายุ 4–6 ปี
- สำหรับผู้ใหญ่
ผู้ที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส หรือไม่เคยได้รับวัคซีน สามารถรับวัคซีนได้ 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 4–8 สัปดาห์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ
การฉีดวัคซีนช่วยลดโอกาสการเกิดโรค และหากติดเชื้อก็จะช่วยลดความรุนแรงของอาการได้
2. ดูแลสุขอนามัยอย่างสม่ำเสมอ
- ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่
- หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น
- รักษาความสะอาดของร่างกายและเสื้อผ้า
3. หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด ในช่วงที่มีการระบาดของโรค ควรหลีกเลี่ยงการไปสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง
สัญญาณที่ควรรีบพบแพทย์
หากพบอาการดังต่อไปนี้ควรรีบพาเด็กหรือผู้ป่วยไปพบแพทย์
- มีไข้สูงต่อเนื่อง
- หายใจลำบาก
- ซึมลงหรืออ่อนเพลียมาก
- ตุ่มผื่นบวมแดง มีหนอง
- ดื่มน้ำได้น้อยหรือมีอาการขาดน้ำ
อีสุกอีใสแม้จะเป็นโรคที่พบได้บ่อย แต่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนที่อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย การรับวัคซีนป้องกันทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ รวมถึงการดูแลสุขอนามัยอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงของโรค และช่วยให้ทุกคนในครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรงมากยิ่งขึ้น